ข้อมูลทั่วไป
      บทบาทอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง
      ข้อมูลพื้นฐาน
      ประวัติอบต.
      วิสัยทัศน์
      อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
      โครงสร้างองค์กร
      คณะผู้บริหาร
      สมาชิกสภาอบต.
      ส่วนสำนักปลัด
      กองคลัง
      กองช่าง
      ส่วนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
      ข้อมูลสำหรับประชาชน
      รายงานผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาประจำปี 2560
      แผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณพ.ศ.2561
      แผนพัฒนาสามปี พ.ศ.2560-2560 เพิ่มเติมฉบับที่ 6
      แผนการดำเนินงานประจำปีพ.ศ.2560 เพิ่มเติมฉบับที่ 3
      แนวทางการปฏิบัติงานในการตรวจสอบบุคลากรในหน่วยงาน
      แบบคำรับรองถึงความไม่เกี่ยวข้องกับผู้เสนอราคาในการจัดซื้อจัดจ้าง
      แบบฟอร์มการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง
      การเผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในปีงบประมาณ2560
      แผนการดำเนินงานเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ประจำปี2560
      แนวปฏิบัติการตรวจสอบเจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างอบต.วังหลวง
      จรรยาบรรณของผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุ
      คู่มือการพัฒนาและส่งเสริมการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
      แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี 2560
      เอกสารเผยแพร่เพื่อการณรงค์ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
      รายงานการติดตามและประเมินผลแผน59
      กฏและระเบียบต่างๆ
      พ.ร.บ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546
      พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
      หลักเกณฑ์วิธีการปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.255
      ระเบียบกระทรวงมหาดไทย
      พระราชบัญญัติ
      กฏระเบียบกระทรวง
      การเบิกจ่ายและรักษาเงิน
      การตั้งงบประมาณ
      สถานที่สำคัญของตำบล
      สถานที่ท่องเที่ยว
      สถานที่สำคัญ
      สินค้าประจำตำบล
    ร้องเรียน-ร้องทุกข์
    แจ้งเบาะแสยาเสพติด 
     เจ้าหน้าที่ดูแลเว็บไซด์
 

[ ประวัติอบต. ] 
      

บ้านวังหลวง

บ้านวังหลวง  ต.วังหลวง   อ.หนองม่วงไข่   จ.แพร่   ที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมซีกซ้าย   มีจำนวน  5  หมู่บ้าน

ประวัติความเป็นมา

             บ้านวังหลวง  เป็นหมู่บ้านหนึ่งสัญนิษฐานว่าเกิดขึ้นพร้อมอาณาจักรล้านนา พร้อมกับเมืองแพร่

จากหลักฐานปรากฏร่องรอยซากเจดีย์  วัดร้าง  3  แห่ง   คือ

             1.  วัดร้างที่ใกล้หนองป้าต่อม ปัจจุบันชาวบ้านได้ใช้พื้นที่ปลูกข้าวโพด และ ทำสวน

             2.  วัดร้างที่ดงหอและโป่งนก ปัจจุบันพื้นที่นี้ชาวบ้านได้ใช้พื้นที่ทำนา

             3.  วัดร้างริมฝั่งยม เคยเป็นที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง และปัจจุบันเป็นตลาดสด      วังหลวง 

             นอกจากนี้หลักฐานตำนานที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ในข ้อความตอนหนึ่งของหนังสือวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเ มืองแพร่   กล่าวว่า  เมืองแพล  คือ  เมืองแพร่จากศิลาจารึก  ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1826  จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความเก่าแก่ของเมืองแพร่

การก่อตั้งชุมชนบ้านวังหลวง

             เริ่มแรกมีชาวบ้านหัวข่วง  จังหวัดแพร่ ได้มาอาศัยพื้นที่ของป่าบริเวณนี้เพราะมีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ประจวบกับใกล้ภูเขา (ดอยม่อนนาบ่อ)  และแพะเปียง  สภาพพื้นที่เป็นป่าไม้สักทอง เต็ง รัง ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า ชาวบ้านจึงล่าสัตว์เพื่อการยังชีพ และบริเวณมีแม่น้ำยมไหลผ่านทำให้พื้นที่ราบใกล้ฝั่งแม่น้ำยมมีด ินอุดมสมบูรณ์ น้ำเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  ในอดีตแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนา ๆ ชนิด  โดยเฉพาะบริเวณบ้านวังหลวงที่มีแม่น้ำยมไหลผ่าน  บริเวณไหนที่มีน้ำลึก  จะเรียกว่า  “วัง”  เช่น  วังเครือบ้า  วังอีตุ  วังเคียน  วังพระเจ้า  (ที่วัดร้างตลาดสด)  สัญนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน  “วังหลวง”

             นอกจากนี้หลักฐานพื้นฐานขององค์ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมจากบ รรพบุรุษถ่ายทอดกันมานานให้ชนรุ่นหลังได้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่โดยพึ่งพาธรรมชาติมาใช้ประโยชน์เพื ่อการยังชีพ  เช่น  เชื่อเรื่องผี ผีบ้าน ผีเรือน ผีเจ้าที่ ผีเจ้าบ้าน และการเลี้ยงผีเจ้าบ้าน  เลี้ยงผีศาลเจ้าพ่อหลวง  ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน การสู่ขวัญ (การเอาขวัญ)  พิธีบวชพระ (ดาปอย)  ประเพณีถวายสลากภัตต์ (กินสลาก)  เป็นต้น

ความเชื่อเหล่านี้นำมาสู่ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ถือปฏิบัติตามบรรพบุรุษ แสดงออกถึงภูมิปัญญาของชุมชนนอกจากนี้ยังมีศิลปกรรมพื้นบ้านที่ แสดงปรากฏให้เห็นถึงความสำเร็จของภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายอ ายุ  เช่น  งานถักสาน และทอ  เครื่องจักรสานำหรับดักสัตว์ กล่องข้าว ขันโตก เปลเด็ก เครื่องปั้นดินเผา งานแกะสลัก การฟ้อนรำ และเพลงพื้นบ้าน จ้อย ซอ ค่าว

การปกครอง

             การปกครองปัจจุบันปกครองโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง (อบต.)

ปกครองหมู่บ้านโดย  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  สารวัตร  ผู้ช่วย

สภาพภูมิศาสตร์

             บ้านวังหลวงตั้งอยู่ทางด้านเหนือของจังหวัดแพร่และอยู่ทางทิศตะ วันตกของอำเภอหนอม่วงไข่

ตำบลวังหลวงมีพื้นที่ 500 ตารางกิโลเมตร   ห่างจากตั้งอำเภอหนองม่วงไข่ 5 กิโลเมตร  ห่างจากตัวจังหวัดแพร่      24  กิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ


 ทิศเหนือ         ติดต่อกับตำบลทุ่งแค้ว อำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่


                               โดยมีจุดเริ่มต้นจากบริเวณพิกัด PA 151230 ไป ทางทิศตะวันออก ถึง


จุดเชื่อมบริเวณพิกัด PA 214219 สิ้นสุดที่กึ่งกลางแม่น้ำยมบริเวณพิกัด PA


 234228  รวมระยะทางด้านทิศเหนือ ประมาณ 9.5 กิโลเมตร


          ทิศตะวันออก     ติดต่อตำบลหัวเมือง  อำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยมีแนวเขตเริ่มต้นจากจุด


                               กึ่งกลางแม่น้ำยม บริเวณพิกัด PA 234228  ไปตามแม่น้ำยมถึงบริเวณ


                              พิกัด PA 258218  รวมระยะทางด้านทิศตะวันออกประมาณ  5 กิโลเมตร


ทิศใต้               ติดต่อตำบลน้ำรัด  อำเภอหนองม่วงไข่  จังหวัดแพร่ โดยมีแนวเขตเริ่มต้นจากกึ่งกลางแม่น้ำยม บริเวณพิกัด PA 258218  ไปทางทิศตะวันตกถึงจุดเชื่อมบริเวณพิกัด PA 220202 ไปทางทิศตะวันตกตามสันเขาถึงสันเขาแม่ทะ เขตติดต่ออำเภอลอง  จังหวัดแพร่ บริเวณพิกัด PA 157218  รวมระยะทางด้านทิศใต้ประมาณ  11.5  กิโลเมตร


ทิศตะวันตก      ติดต่อกับตำบลเวียงต้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่ โดยมีแนวเขตเริ่มต้นจากกึ่งกลางสันเขาแม่ทะ บริเวณพิกัด PA 157218 ไปทางทิศเหนือ สิ้นสุดที่บริเวณพิกัด PA 151230 รวมระยะทางด้านทิศตะวันตกประมาณ 1.25 กิโลเมตร




ลักษณะภูมิประเทศ

             ลักษณะพื้นที่ของตำบลวังหลวง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบใกล้ภูเขามีระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 160 – 300 เมตร  จากระดับน้ำทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้โดยมีไม้สัก ไม้เต็งไร้รัง (บริเวณแพะเปียง) และสวนป่าแม่แฮต บริเวณบางแห่งใช้ปลูกพืชไร่และพืชสวน

             บริเวณที่ราบ เป็นแนวขนานไปกับลำน้ำแม่ยม ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน   ดังนี้

             1.  บริเวณสันดินริมน้ำซึ่งเป็นบริเวณกว้าง ๆ  เป็นดินทราย  (ชาวบ้านเรียกว่า “ปง”)  ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นลำน้ำเก่าที่แม่น้ำได้เปลี่ยนทิศทางไหลไป แล้ว  ดินที่เกิดในบริเวณนี้เป็นดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำพัดมาทับถมกั น ทุกปี  (บริเวณนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า  “ปงใต้  และ หนองป้าต่อม”)  เหมาะสำหรับปลูกข้าวโพด  ถั่วลิสง  ปลูกพืชสวนลำไย  เป็นแหล่งเศรษฐกิจของบ้านวังหลวง

             2.  บริเวณที่ราบลุ่มอยู่ต่ำถัดลงมาจากบริเวณภูเขาด้านตะวันตกของหม ู่บ้าน  เช่น  ดอยผาบ่อง  ถ้าเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ  เรียกว่า  “ม่อน”  เช่น  ม่อนน้ำบ่อ  (ชาวบ้านเรียกว่า “ดอย”)  เป็นที่รู้จักของชาวบ้านเพราะเป็นบริเวณที่เกิดของเห็ด   หาของป่า

             พื้นที่ราบ  มีความลาดเอียงเล็กน้อย  ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร  ทำนา  ที่ราบนี้ส่วนใหญ่อยู่บริเวณทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เป็นแหล่งเกษตรกรรมของหมู่บ้าน

             แหล่งน้ำ  เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ขอ งชาวบ้านตำบลวังหลวง

มีทั้งแหล่งน้ำผิวดิน  ซึ่งได้แก่ แม่น้ำยม ลำห้วยหิน อ่างเก็บน้ำแม่แฮต อ่างเก็บน้ำห้วยยอย ลำห้วยยอย ห้วยเรือ

ห้วยโป่งนก ห้วยหวาย ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งนี้เนื่องจากชาววังหลวงส่วนใหญ่ทำอาชีพเ กษตรกรรม  ซึ่งต้อง

อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินเป็นหลัก  แต่พื้นที่บางส่วนเป็นภูเขามากกว่าที่ราบ ทำให้พื้นที่มีความลาดชันสูง น้ำจากดอยจะไหลลงสู่ที่ลุ่มอย่างรวดเร็ว จึงได้งบสร้างอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

       ประชากร (จำนวนแยกตามเพศ ) 

ตำบลวังหลวงมี  5  หมู่บ้าน     จำนวนประชากรทั้งหมด 2,477 คน  รายละเอียดดังนี้

หมู่ที่

ชื่อบ้าน

จำนวนประชากร

ชื่อผู้นำ

 

ชาย

หญิง

รวม

1

บ้านวังหลวง

165

191

256

นายมณู    ไข่แก้ว

 

2

บ้านวังหลวง

251

282

533

นายรัฐกานต์   จันทนู

 

3

บ้านวังหลวง

259

278

537

นายชัยยานนท์  สอนมา

 

4

บ้านวังหลวง

222

236

458

นายสมบูรณ์  จันทวาด

 

5

บ้านวังหลวง

287

306

593

นายอิทธิพล  ก้อนแก้ว

 

รวม

1,184

1,293

2,477

 

(ข้อมูล ณ 30 เดือนเมษายน พ.. 2558 สำนักงานทะเบียนอำเภอหนองม่วงไข่ 




ลักษณะทางการปกครอง


                                  การปกครองท้องที่


                    องค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวงแบ่งตามเขตลักษณะการปกครองท้องที่ จำนวน


 5  หมู่บ้าน    โดยมีจำนวนหลังคาเรือน  800  หลังคาเรือน    ดังนี้


                     หมู่ที่  1     บ้านวังหลวง           จำนวน     118  หลังคาเรือน


                    หมู่ที่  2    บ้านวังหลวง            จำนวน     166  หลังคาเรือน


                    หมู่ที่  3    บ้านวังหลวง            จำนวน     164   หลังคาเรือน


                    หมู่ที่  4   บ้านวังหลวง               จำนวน     164   หลังคาเรือน


                    หมู่ที่  5    บ้านวังหลวง              จำนวน     188   หลังคาเรือน


การประกอบอาชีพ

               การประกอบอาชีพของประชากรตำบลวังหลวง คือ การเกษตรกรรม (ทำนา . ทำไร่) รองลงมาได้แก่ อาชีพรับจ้าง   ค้าขายและรับราชการ

การผลิตที่สำคัญของตำบลได้แก่  การเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกคือ ข้าว  ส่วนใหญ่เป็นข้าวเหนียว  ซึ่งคนในท้องถิ่นนิยมบริโภค  ถั่วเหลือง  ปลูกในฤดูแล้ง  หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ข้าวโพด  เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ  ทำรายได้แก่ครอบครัวในชุมชน นอกจากนี้ยังมีการเพาะปลูก  พืชผักสวนครัวต่าง ๆ

  นอกจากนี้ยังมีการเพาะปลูกลำไย  มะม่วง  มะขามหวาน  ลำไย  มะละกอฮอลแลนด์ ปลูกไว้ทั้งจำหน่ายและบริโภค

การเลี้ยงสัตว์จะเลี้ยงไว้ใช้งาน  บริโภคและจำหน่าย สัตว์ที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ โค  สุกร  ไก่   เป็ดและปลา

ด้านการประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครัวเรือนและอุตสาหกรรมแปรรูปผล ผลิต ได้แก่ โรงสีขนาดเล็ก  โรงผลิตสุรากลั่นชุมชน  ปั้มน้ำมัน  โรงเลื่อยไม้  แกะสลักไม้และเย็บผ้า

กองทุนหมู่บ้าน  5 หมู่บ้าน  , กองทุน SML    5  หมู่บ้าน  , ธนาคารหมู่บ้าน  จำนวน 1  แห่ง  (หมู่ที่ 1  ตำบลวังหลวง)

             การเลี้ยงสัตว์   ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ตามบ้าน เพื่อใช้บริโภคและใช้แรงงาน ปริมาณการเลี้ยงจึงไม่แน่นอน มักเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของราคา สัตว์ที่เกษตรกรชาววังหลวงนิยมเลี้ยง มีดังนี้

             1.  ไก่  ส่วนใหญ่เลี้ยงในครอบครัว เป็นไก่พันธุ์พื้นเมือง ซึ่งไม่ต้องการการดูแลมากนัก

             2.  โค  เป็นสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงกันมานาน แต่เดิมเลี้ยงเพื่อใช้งาน และปัจจุบันเลี้ยงเพื่อการค้า โดยมีการเลี้ยงโคเนื้อ

             3.  สุกร  ส่วนใหญ่เลี้ยงสุกรเป็นรายย่อย การเลี้ยงส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เลี้ยงไว้ตามบ้าน

             4.  กระบือ  ในอดีตนิยมเลี้ยงกันมากเพื่อใช้แรงงานในการไถนา เทียมเกวียน ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมเลี้ยงน้อยมาก

          การอุตสาหกรรมในครัวเรือน   หรือเรียกว่า หัตถกรรม เป็นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาผลิตเป็นสินค้าด้วยกรรม วิธีง่าย ๆ  ผลผลิตนำมาใช้ในครอบครัวที่เหลือจึงส่งมาจำหน่าย  เช่น  การทอผ้าตีนจกของกลุ่มแม่บ้านหมู่ที่ 3  การแกะสลัก  การจักสานแอ็บข้าว  กล่องข้าว  ซ้าหวด  กระด้ง  เหิง  ซ้าตาห่าง  สุ่มไก่  ข้องใส่ปลา

ศาสนาวัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญของหมู่บ้าน

             ศาสนาและความเชื่อเป็นสิ่งที่มีอยู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่สมั ยโบราณ  เนื่องจากเป็นเครื่องบำรุงขวัญ และสร้างกำลังใจให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคและภยันตรายนานานชนิด และภัยจากธรรมชาติ คนในสังคมเดียวกันยอมรับนับถือในความเชื่อ ลัทธิและศาสนาเหมือนกัน เพราะมีแนวคิด กฎระเบียบ หลักเกณฑ์ และศีลธรรมจรรยาเดียวกัน  ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดให้คนในหมู่บ้าน อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  ศาสนาที่นับถือของชาวบ้านตำบลวังหลวง คือ ศาสนาพุทธ  จากประวัติความเป็นมาของวัดเก่าแก่ ในหมู่บ้านและคนส่วนใหญ่ล้วนยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง  เห็นได้จากการสร้างศาสนสถาน และศาสนสมบัติ ไว้เป็นที่ประกอบศาสนพิธี  เช่น  สร้างโบสถ์  วิหาร  ศาลาการเปรียญ และสร้างพระธาตุวังหลวง  (สร้างใหม่ปี พ.ศ.2542)  ตลอดจนมีการยึดถือปฏิบัติตามหลักคำสอนของพุทธศาสนาต่อเนื่องกัน มาอย่างเหนียวแน่น อันมีหลักฐานคำสอนที่สืบทอดต่อกันมา

             ชาววังหลวงยังมีความเชื่อในเรื่องภูตผีปิศาจ  ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทำให้เกิดพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับวิถีของชาวบ้าน  เช่น  การฮ่วงข้าว  (การเสี่ยงทายว่า เด็กที่เกิดใหม่มีญาติผู้ใหญ่มาเกิดเพื่อรับขวัญ) พ่อเกิดแท่เกิดหรือปู่แถนย่าแถนเป็นผู้ส่งหรืออนุญาตให้วิญญาณแ ต่ละดวงมาเกิดในโลกมนุษย์ การตานเฮือน (การสร้างบ้านอุทิศให้เป็นที่อยู่อาศัยของดวงวิญญาณของผู้ตายเป ็นเรือนหลังเล็ก) การบูชาเตียน หรือบูชาเทียน เป็นการนำเทียนที่ผ่านการทำพิธีแล้วมาจุดบูชา  เชื่อว่าจะทำให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ  ประสบโคดี  ความเชื่อต่าง ๆ สืบทอดกันมา)

             วัดวังหลวงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านวังหลวง  และเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนา    สร้างวัด

วังหลวงในปัจจุบันผู้สร้าง คือ ท่านพระครูธรรมจริยธิคุณ (ตุ๊ลุงวัง)  และเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ ท่านพระครูพิศาล พัฒนาคุณ  ได้สร้างพระนอน และ พระธาตูวังหลวงเป็นปูชนียสถาน

             ศาสนพิธี   พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเกิดจากความเชื่อว่าจะช่วยให้การป ฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นไปโดยความราบรื่นปราศจากอุปสรรค ประสบผลสำเร็จ มีความสุขความเจริญ ซึ่งจะมีพิธีเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ตลอดชีวิต  ดังนี้

             1.  การปลูกข้าว  การปูจาข้าวเป็นพิธีที่ทำเพื่อเป็นการป้องกันปัดเป่าเคราะห์ร้า ยไม่ให้แผ้วพานตนเองและครอบครัวของชาวแพร่ จัดกันเป็นประจำทุกปี  โดยไม่จำเป็นว่าคนในครอบครัวจะต้องได้รับคำทำนายทายทักหรือมีลา งร้าย

             การปูจาข้าวในจังหวัดแพร่ส่วนใหญ่นิยมทำกันปีละ 2 ครั้ง  สิ่งของเพื่อประกอบพิธี  ได้แก่ กะละมังใส่เสื้อผ้าของทุกคนในครอบครัว คนละ 1 ผืน ด้ายสายสิญจน์  ความยาว 1 วา ของแต่ละคน  มีข้าวเหนียว  อ้อย  กล้วยหมาก  พลู  เมี่ยง  บุหรี่  และจ้อกระดาษสีขาว 1 อัน  ธูป 1 ดอก  ยอดตองกล้วยสำหรับวางสิ่งของ 1 ยอด  ใบมะเดื่อ  ใบขนุน  ใบค้ำ  อย่างละ 1 ใบ

          2.  การสืบชะตา  เมื่อพูดถึงชะตาชีวิตแล้วคนไทยทั่วไปเชื่อว่าแต่ละคนต่างมีชีวิ ตของตนเอง บางช่วงอายุชะตาดี บางช่วงชะตาร้าย ซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา ชาวเหนือจึงมีพิธีการสืบชะตาซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดสิริมงคล ทั้งการสืบชะตาคน การสืบชะตาบ้านแบะการสืบชะตาเมือง

             การสืบชะตาคน  เป็นพิธีกรรมที่ชาวเหนือนิยมทำมากพิธีหนึ่ง  มักจัดทำเมื่อมีหมอดูทายทักว่าจะมีเคราะห์หรือเจ็บป่วย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเป็นพิธีมงคลที่ทำให้มีอายุยืนยาวมีความสุ ข จึงนิยมทำพิธีในวันเกิด วันแต่งงาน เป็นต้น

             3.  การกินสลาก  การกินสลาก หรือ สลากภัต หรือการกินข้าวสลาก  เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทาน ทั้งที่จัดใส่ก๋วย  เรียกว่า  “ก๋วยสลาก”  เป็นสลากน้อย และที่จัดแต่งเป็นต้นกัลปพฤกษ์เป็นสลากหลวง และมีเส้นสลาก เขียนข้อความอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

             การกินสลากเป็นการทำบุญของชาวบ้านที่แสดงออกถึงความสามัคคีร่วม ใจกันในการถวายเครื่องไทยทานแด่พระสงค์ ซึ่งมาจากที่ต่าง ๆ ตามที่ได้นิมนต์ไว้ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความสามารถทางศิลปะในการจัดแต่งเครื่องไทยท านของชาวบ้าน ที่อาจเป็นต้นกัลปพฤกษ์ตลอดจนหุ่นรูปสัตว์ต่าง ๆ นอกจากนี้การกินสลากยังบ่งชี้ให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของชาวบ ้าน ถ้าเศรษฐกิจดีชาวบ้านจะจัดทำกัณฑ์สลาก เป็นต้น  กัลปพฤกษ์ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง  และถ้าเศรษฐกิจไม่ดี อาจไม่มีการจัดการกินสลากในปีนั้น

             4.  การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง  บรรพบุรุษของชาวภาคเหนือได้สั่งสมความรู้ ศิลปะ วิทยาการสาขาต่าง ๆ  ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ วัฒนธรรมล้านนา ดังนั้น วัฒนธรรมนี้จึงเป็นวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อวิถีต่อชีวิตความเป็ นอยู่ของชาวเหนือมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เดิมเรียกการตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง  ปัจจุบันนิยมเรียกว่า การฟังธรรมเดือนยี่ หรือ การฟังเทศน์มหาชาติ การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง จะเริ่มประมาณวันขึ้น 13 ค่ำ บางวันอาจเริ่มก่อนหรือหลังจากนี้ โดยในตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร

             การฟังธรรมเดือนยี่เป็ง ในช่วงวันแรกอาจฟังในช่วงเช้าถึงบ่าย เมื่อจบผูกแล้วและเวลาสมควรจัดจะหยุดพักให้ชาวบ้านไปประกอบกิจก รรมงานอื่น กัณฑ์ที่เหลือจะทำในวันจ่อไปและหยุดในช่วงบ่ายเช่นกัน  จนถึงวันยี่เป็ง หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบสอง  จะฟังธรรมผูกที่เหลืออยู่ตั้งแต่เช้าจนถึงผูกที่ 13  ซึ่งอาจจะจบในค่อนรุ่งของอีกวันหนึ่ง  การฟังธรรมเดือนยี่เป็งชาวบ้านที่มาฟังธรรม  นอกจากนี้ผู้ที่เป็นเจ้าของธรรมแต่ละผูก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่รับฟังจนจบผูกของตนแล้วคนอื่น ๆ ที่ว่างหรือคนแก่คนเฒ่าก็มาฟังร่วมกัน ช่วงเวลาเช้า ระหว่างการฟังธรรมเดือนยี่เป็งในจังหวัดแพร่จะมีประเพณีอีกอย่า งหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมจัดทำ คือ การตานเฮือนให้ผู้ตาย โดยฟังธรรมก็จะฟังอยู่ในวิหาร ส่วนผู้ที่ตานเฮือน ซึ่งเป็นการอุทิศบ้านให้ดวงวิญญาณของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไป แล้วก็จะทำกันด้านนอกวิหาร  โดยนำบ้านที่สร้างเป็นหลังเล็ก ๆ พร้อมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้านมาถวายพระสงฆ์  ชาวบ้านนอกจากจะได้ฟังธรรมะเป็นการกล่อมเกลาจิตใจแล้ว  การที่ต้องจัดเตรียมกัณฑ์เทศน์  การไปร่วมฟังธรรมะ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มสร้างความสามัคคีให้แก่คนในหมู่บ้านเป็นอย ่างดี

          5.  การเทศน์ธรรมมหาวิบาก  เป็นการเทศน์ให้แก่คนที่เจ็บหนักทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน ฟังเพื่อจะได้สิ้นลมอย่างสงบ  ชาวแพร่เชื่อว่าเป็นเพราะผู้ป่วยได้สร้างวิบากกรรมไว้มาก ในวาระสุดท้ายญาติสนิทหรือญาติผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือจะน ิมนต์พระมาแสดงธรรมมหาวิบากเพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากวิบากกรรม

             6.   การตานเฮืยน  การตานเฮืยนหื้อผีตายเป็นประเพณีที่ชาวแพร่นิยมปฏิบัติกันมานาน แล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในอดีตนั้นเมื่อมีคนตายและจัดทำพิธีศพแล้วบุตรหลานญาติพี่น้ องของผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่จะ “ตานเฮืยน”  อุทิศไปให้ โดยไม่ได้มีการกำหนดว่าหลังจากทำศพแล้วเป็นเวลากี่วัน

             เฮืยนผีตาย   เป็นบ้านที่อุทิศให้ ผีต๋าย ซึ่งหมายถึงดวงวิญญาณของผู้ที่ตายแล้วเป็นเรือนหลังเล็ก ๆ  ขนาดผู้ชาย 4-5 คน สามารถช่วยกันยกไปถวายวัดได้อุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างเรือน จะบ่งบอกฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวผู้ตายได้  ผู้ที่มีฐานะยากจนจะสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่บง  หลังคาเรือนมุงด้วยหญ้าคา หรือใบตองตึง  ปัจจุบันมักสร้างด้วยไม้อัด หลังคามุงด้วยสังกะสี ส่วนใหญ่พื้นที่ในบ้านยังคงไม่แบ่งจัดเป็นห้อง  เนื่องจากจะใช้เป็นที่วางข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้าน  เช่น หม้อนึ่ง ไหข้าว หม้อหม่าข้าว ถ้วยจาน มุ้ง สะลี ผ้าห่ม หมอน เป็นต้น

             การตานเฮืยนหื้อผีต๋าย  เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของชา ววังหลวง  เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษ ทำให้ทางวัดมีไม้ตลอดจนกระเบื้อง สังกะสี ข้าวของเครื่องใช้ไว้ใช้สอยในวัด

             7.  การตานขันข้าว  การตานขันข้าวเป็นการทำบุญของชาววังหลวงทั้งที่เป็นการอุทิศส่ว นกุศลให้ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วและการทำบุญเพื่อสะสมผลบุญ ให้กับตนเองในชาติหน้า ในอดีตที่ผู้ตานขั้นข้าวจะต้องจัดเตรียมอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแห้ง ที่สะดวกในการนำไปถวายพระไม่หกเลอะเทอะง่าย  เช่น  ห่อนึ่งไก่  คั่วไก่  ไส้กรอก และข้าวเหนียวห่อด้วยใบตอง  ขนมเทียน  ขนม เกลือ เป็นต้น  และยังมีหมาก พลู เมี่ยง บุหรี่  โดยอาหารและสิ่งของที่จะนำไปตานขันข้าวจะถูกจัดเตรียมไว้ในถาด หรือในกระบุงโดยจัดแบ่งอาหารออกเป็นส่วน ๆ  ตามแต่ว่าจะอุทิศส่วนกุศลไปให้กับใครบ้าง  เช่น ถ้าอุทิศไปให้ญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย ก็จัดแบ่งอาหารออกเป็น 3 ส่วน

นอกจากนี้ ผู้ตานขันข้าวต้องจัดเตรียมกรวย ดอกไท้ ธูป และขวดน้ำหยาด สำหรับการหยาดน้ำหรือกรวดน้ำไปด้วย จะมีกระดาษเขียนชื่อญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วและต้องการให้ได้รั บบุญกุศลให้พระสงฆ์อ่านเพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้การตานขันข้าวจะ นำถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่วัดในตอนเช้าหรือก่อนการฉันท์ภัตตาหาร เพล

             ชาววังหลวงเชื่อว่าการตานขันข้าวเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ต าย  จะช่วยให้วิญญาณของผู้ตายมีอาหารกินและมีสิ่งของเครื่องใช้  ไม่อดอยากหิวโหยหรืออาจเป็นการทำบุญให้กับตนเองในชาติหน้าภพหน้ าให้มีกินมีใช้ การตานขันข้าวในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตมาก  ชาววังหลวงไม่นิยมจัดอาหารแบ่งออกเป็นส่วน ๆ  แต่จะนำบรรจุในภาชนะที่มิดชิด  เช่น  ปิ่นโต  นำไปถวายพระเนื่องจากมีความสะดวก  การตันขันข้าวเป็นการทำบุญที่แสดงถึงความกตัญญูของลูกหลานที่มี ต่อญาติพี่น้องผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว   ทำให้ภิกษุสงฆ์ได้มีสิ่งของอุปโภคบริโภคเป็นการจรรโลงพระพุทธศา สนาให้สืบทอดต่อไป

             8.  การเข้าเบิก   การเข้าเบิกเป็นพิธีเก่าแก่ที่ทำกันน้อยมากในปัจจุบันและไม่ได้ ทำทุกปี  เมื่อจัดทำพิธีแล้วเชื่อว่าจะช่วยป้องกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้นใน หมู่บ้านได้  การเข้าเบิกจะทำกันที่บริเวณทางแยกเข้าหมู่บ้าน โดยจะเริ่มพิธีในตอนหัวค่ำ  เมื่อถึงเวลาพระสงฆ์มายังบริเวณพิธี โดยไม่จำกัดว่ากี่รูป แล้วสวดเบิกเวรจนจบ  ชาวบ้านนำทรายและน้ำขมิ้นส้มป่อยที่นำมาร่วมพิธีซัดสาดทั่วบริเ วณบ้านของตนเพื่อเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้ายและให้เกิดสิริมงคลแ ก่บ้านตน  พิธีการเข้าเบิกเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านและสร้างค วามสามัคคีในหมู่บ้านในอันที่จะร่วมกันป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เก ิดขึ้นในหมู่บ้าน

                  ประวัติวัดวังหลวง

             วัดวังหลวงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้านและเป็นที่ประกอบกิ จทางศาสนา การสร้างวัดวังหลวงสร้างขึ้นตามกำลังทรัพย์ของชาวบ้านตามประวัต ิความเป็นมา จากบันทึกของท่านพระครูพรหมจริยคุณ (วัง พรหมวังโส)  ตุ๊ลุงวัง 

             ในการก่อสร้างวัดวังหลวง เริ่มโดย ปู่ฟู  ปู่จา  ปู่หนานตะจ๊ะ  ปู่ต้าวคำออม  ปู่หมอหนานธรรม  พร้อมด้วยคณะศรัทธาทั้งหลายในบ้านวังหลวง ได้ร่วมกันสร้างอารามเล็ก 1 หลัง  ตั้งอยู่ใกล้ ๆ วัดร้างริมฝั่งยม  ผู้ริเริ่มก่อตั้งที่กล่าวนามสืบเชื้อสายมาจากบ้านหัวข่วง  อ.เมือง  จ.แพร่  เมื่อสร้างอารามเสร็จแล้วจึงได้นิมนต์พระยาวิไชย  วัดหัวข่วง เป็นเจ้าอาวาส  วันที่  1  กรกฎาคม  2412

             พระยาวิไชยได้สร้างวิหารขึ้น 1 หลัง โดยใช้ไม้สักทองทั้งหลัง มีฝาไม้สัก ทำเป็นฮ้างล้อมทั้ง 4 ด้าน และท่านได้จำพรรษาอยู่ 25 ปี ท่านจึงได้ลาสิกขาไป

             ต่อมาชาวบ้านได้นิมนต์พระสุทะ (ตุ๊ลุงสุทะ) จากวัดพระบาทมิ่งเมืองมาเป็นเจ้าอาวาส  เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2436  ท่านจำวัดนี้อยู่เพียง 6 พรรษา ท่านก็ลาไปจำวัดที่จังหวัดเชียงราย

             ต่อมาชาวบ้านได้นิมนต์พระกาวิไชย  วัดห้วยฮุง  ต.ห้วยม้า  อ.เมือง  จ.แพร่  มาเป็นเจ้าอาวาส  วันที่ 1 ธันวาคม 2442  เจ้าอาวาสองค์นี้ได้ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาในบ้านวังหลวงเจริญย ิ่ง คือ ได้คิดปั้นอิฐสร้างพระวิหารของพระยาวิไชย ที่สร้างคงค้างไว้ จนสำเร็จหลังคาวิหารมุงด้วยไม้สัก  สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 62 นิ้ง  สูง 89 นิ้ว  สร้างกฏิ 2 หลัง สร้างหอกลาง สร้างกำแพงก่ออิฐ 4 ด้าน และสร้างโรงเรียนในวัด ให้พระเณร ได้ศึกษาเล่าเรียน ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลวังหลวง ท่านได้จำพรรษา 32 พรรษา จึงได้ลาสิกขา

             จากนั้นชาวบ้านก็ได้นิมนต์พระวัง พรหมวํโส เป็นเจ้าอาวาสต่อไป  เมื่อปี พ.ศ.2476  เมื่อน้ำยมเซาะฝั่งใกล้วิหาร จึงหารือชาวบ้านพร้อมด้วยกำนันทิ  วังคะออม  กำนันตำบลวังหลวง ย้ายวัดมาตั้งในสถานที่ปัจจุบัน  ซึ่งมีขนาดกว้าง 3 เส้น  ยาว 3 เส้น 8 วา 2 ศอก  ที่ดินนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าคณะสงฆ์ ร.ศ.121 มาตรา 9 (ข้อ 1) ได้รับอนุญาตให้พระวัง พรหมวํโว ก่อสร้างวัดได้ จึงได้สร้างกุฏิทรางปั้นหยา หนึ่งหลัง  มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ฝา และเพดาน พื้น ใช้ไม้ประดู่ทั้งหลัง สร้างเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2477

             ต่อมา พ.ศ.2478  ได้สร้างกุฏิเพิ่มอีก 1 หลัง ทรงปั้นหยาชั้นเดียว หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ดไม้สัก ฝาไม้สักทั้งหลัง

             ปี พ.ศ.2479  ได้สร้างวิหารขึ้นขนาด กว้าง 5 วา 2ศอก  ติดผนังยาว 10 วา  2 ศอก  ฝาผนังหนา 16 นิ้ว ก่อด้วยอิฐฉาบปูน หลังคามุงด้วยไม้สัก เพดานไม้สัก

             ปี พ.ศ.2480  ได้สร้างโรงเรียนประชาบาลขึ้น 1 หลัง ทรงปั้นหยา 2 ชั้น มีบันได ขึ้น 2 ข้าง ได้รับเงินจากพี่น้องชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น และได้รับงบประมาณจากรัฐบาลสมทบ 499 บาท   สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2486  เปิดป้ายนามว่า  “โรงเรียนประชาบาลวังหลวง(วังมาสามัคคี)”

             ปี พ.ศ.2488  ได้สร้างโบสถ์วิหาร  หลังเก่าของวัดวังหลวงจนสำเร็จ

                 ปี พ.ศ.2496  ได้ร่วมกับกำนันมา  จันทนู  และชาวบ้านสร้างโรงเรียนขนาดกว้าง 9 เมตร  ยาว 64 เมตร  งบประมาณค่าก่อสร้าง  267,159 บาท   เปิดป้ายนามโรงเรียน  วันที่ 3 มีนาคม 2502 ว่า  “โรงเรียนบ้านวังหลวง (วังมาประชาสามัคคี)”    สร้อยนามโรงเรียนมีความหมายดังนี้     “วัง”   หมายถึง  เจ้าอธิการวัง พรหมวังโส     “มา”  หมายถึง  กำนันมา  จันทนู      “ประชา”  หมายถึง  ประชาชนทั่วไป

             ปี พ.ศ.2504  ได้สร้างกุฏิ  ขึ้นอีก 1 หลัง  (หลังปัจจุบันนี้)  สร้างเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ.2510  พร้อมกับฉลองพัดยศด้วย

             ปี พ.ศ.2514  ได้สร้างศาลาการเปรียญ  ขึ้น 1 หลัง  กว้าง 10 เมตร  ยาว 24 เมตร  สร้างเสร็จเรียบร้อยในปี 2518

             ปี พ.ศ.2520  ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2520  ท่านพระครูพรหมจริยธิคุณ ได้มรณภาพลงในโรงพยาบาลแพร่

             ท่านพระครูพรหมจริยธิคุณ (ตุ๊ลุงวัง)  เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติตนอยู่ในธรรมวินิยดีมาก  มีความขยันหมั่นเพียร  มีความรู้ความสามารถ  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  จากผลงานที่ประจักษ์ จนเป็นที่เคารพเลื่อมใส

ศรัทธา ของประชานทั่วไป  ผู้เขียนมีโอกาสร่วมสนทนาธรรมนำมาปฏิบัตและรำลึกถึงท่านด้วยควา มเคารพอย่างสูง

             ในปี พงศ.2522  ได้นิมนต์พระประทุม ปทุโม  เป็นเจ้าอาวาสวังหลวง ปัจจุบันมีตำแหน่ง พระครูพิศาล พัฒนคุณ (ตุ๊ลุงเสาร์)  นามเดิมของท่าน  นายประทุม วังกาวรรณ  เกิดที่บ้านวังหลวง  อำเภอหนองม่วงไข่  จังหวัแพร่  ม่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2522  โดยมีพระรัตนมุณี เป็นพระอุปัชญายะ

             ปี พ.ศ.2526  ได้สร้างอุโบสถ 1 หลัง  ที่มีพระพุทธรูปปางสมาธิ  ปั้นด้วยปูนที่มีอายุประมาณ 100 ปี  ได้อันเชิญมาจากวัดร้างที่ริมฝั่งยม  มาประดิษฐานเป็นพระประธาน  ภายในอุโบสถมีภาพกิจกรรมฝาผนัง  เป็นภาพเขียนพุทธประวัติ  บานประตูแกะด้วยสลักไม้สักแกะสลัก  สร้างสำเร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ.2532

             ปี พ.ศ.2541  ได้สร้างพระธาตุวังหลวง  กว้าง 12 เมตร  ยาว 12 เมตร  สูง 20 เมตร  เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นใหม่  เป็นศิลปะ ลักษณะองค์พระธาตุแบบล้านนา  ฐานกลม  และมีพระธาตุเล็ก ๆ ล้อมรอบ  มีพระเจ้าทันใจ ที่ปั้นด้วยปูนเสร็จภายในวันเดียว  ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระธาตุ  สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2544  และในปีนี้ ได้สร้างพระนอนขึ้นอีก 1 องค์  ประดิษฐานอยืทางทิศเหนือของพระธาตุ

       ประวัติโรงเรียนบ้านวังหลวง (วังมาประชาสามัคคี)

             โรงเรียนบ้านวังหลวง  ได้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2468  ซึ่งนายอำเภอสอง เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้ง  โดยอาศัยศาลาวัดวังหลวงเป็นสถานที่เรียน  มีครูทำการสอน 1 คน  ต่อมาจำนวนนักเรียนมีเพิ่มมากขึ้น  ท่านเจ้าอาวาสวัดวังหลวง คือ พระอธิการวัง กับ นายยารังสี  สุริยะทัศน์  กำนันตำบลวังหลวง  พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านกรรมการศึกษา จึงได้ประชุมกันจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่  เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2480  อยู่ในบริเวณวัดวังหลวง เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น  ทรงปั้นหยา  ขนาดกว้าง 6 เมตร  ยาว 24 เมตร  สูง 6 เมตร  มีมุขกลาง 1 มุข  จำนวน 6 ห้องเรียน  เสาไม้แดง  พื้น  ฝา  เพดาน  ใช้ไม้เนื้อแข็ง  หลังคามุงด้วยกระเบื้อง  ไม้สัก  สิ้นค่าก่อสร้าง 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  และจัดให้มีพิธีเปิดป้ายนามโรงเรียน  เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2485  และได้ขนานนามโรงเรียนว่า  “โรงเรียนบ้านวังหลวง (วังมาประชาสามัคคี)” 

             ต่อมาอาคารเรียนหลังนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก ท่านเจ้าอาวาสวัดวังหลวง พร้อมด้วย  นายมา  จันทนู  กำนันตำบลวังหลวง  ได้นำราษฎรจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นอีก 1 หลัง  เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2496  สร้างในบริเวณวัดวังหลวง โดยก่อสร้างเป็นตึกชั้นเดียวขนาด 9X64 เมตร  มีมุข 3 มุข มุขกลางยื่นออกไป  ทั้งด้านหน้าและทั้งด้านหลัง  สำหรับเป็นห้องประชุม  ห้องพักครู  ห้องเรียนมีขนาด 7X9 เมตร  จำนวน 8 ห้องเรียน  พื้นเป็นกระดานไม้สัก  ฝาผนังก่อสร้างด้วยอิฐ หรือปูน  โครงสร้างหลังคาเป็นไม้สัก หลังคามุงด้วยกระเบื้อง  ซีเมนต์  สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น  267,155 บาท  โดยแยกเป็นเงินงบประมาณ 32,000 บาท (สามหมื่นสองพันบาทถ้วน)  เงินราษฎรสมทบ 235,155 บาท  และได้ทำพิธีเปิดป้ายนามโรงเรียน  เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2502  และขนานนามโรงเรียนว่า  “โรงเรียนบ้านวังหลวง(วังมาประชาสามัคคี)”                       ซึ่งสร้อยนามโรงเรียนได้มาจากนามเจ้าอธิการวัง พรหมวังโส เจ้าอาวาสวัดวังหลง  และ นายมา  จันทนู  กำนันตำบลวังหลวง  ซึ่งเป็นผู้นำสำคัญในการก่อสร้าง ต่อมาพื้นอาคารได้ผุพังเพราะอับชื้น เนื่องจากอยู่ติดกับพื้นดินจึงได้จัดรื้อออก และเทคอนกรีตแทน เมื่อ พ.ศ.2510  โดยนายโชติ  วังซ้าย  ศึกษาธิการอำเภอสอง เป็นผู้ดำเนินการ

             พ.ศ.2511  ท่านเจ้าอาวาสวัดวังหลวง  ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูพรหมจริยาธิคุณ ได้ร่วมกับนายยอด  แบ่งทิศ  ครูใหญ่ และนายอ้วน  ก้อนแก้ว  กำนันตำบลวังหลวง  นำราษฎรจัดสร้างอาคารเรียนชั่วคราว 1 หลัง  ขนาดกว้าง 8 เมตร  ยาว 27 เมตร  จำนวน 3 ห้องเรียน  สร้างเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2511  สำหรับเปิดสอนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย  ซึ่งในปีนี้ได้เริ่มเปิดสอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ขึ้นเป็นครั้งแรก  จำนวน 2 ห้องเรียน  เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2511

             พ.ศ.2512  ได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่  จำนวน 120,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นบาทถ้วน)  ให้สร้างอาคารแบบ ป.๑ซ  ขนาด 8.50x55 เมตร  จำนวน 6 ห้องเรียน  สูง 0.92 เมตร  เสาตอม่อ ค.ส.ล.เสาไม้เนื้อแข็ง  พื้น  ฝา  เพดาน และโครงสร้างหลังคาทำด้วยไม้สัก หลังคามุงด้วยสังกะสี  ก่อสร้างในพื้นที่ธรณีสงฆ์ 

 

ด้าน ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น

ศาสนา  ประชากรขององค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,496 คน (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2557 จากทะเบียนราษฎรอำเภอหนองม่วงไข่) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จำนวน  2,496 คน  คิดเป็นร้อยละ 100 %  

          พระพุทธวิชัย

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวตำบลวังหลวง ที่ประดิษฐ ์ขึ้นจากดินเหนียวทั้งองค์   ชาวบ้านเชื่อว่า ประสงค์สิ่งใด มาขอพรกับพระพุทธวิชัยแล้วจะสมปรารถนาทุกประการ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในความดีด้วย จึงจะสัมฤทธิผล

ประเพณีท้องถิ่น

ประเพณีนึ่งข้าวทิพย์ โดยไหข้าวไม้ขนาดใหญ่ กุศโลบายการสร้างความรัก ความสามัคคีถือเป็นประเพณีที่ทำกันในทุกปีเช่นกัน โดยจะทำในวั นที่สามของงานประเพณีนมัสการพระธาตุวังหลวง โดยการให้

ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในตำบลนำข้าวสารมารวมกันเพื่อแช่ในน้ำมนต ์  แล้วมาช่วยกันนึ่งข้าวทิพย์ จาก404959_355913611089893_1114865345_n.jpg

ไหข้าวไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่  ในทุกปีชาวบ้านจะภาวนาให้ข้าวนั้นสุกทุกเม็ด เพราะนั่นจะหมายถ ึง ปีนี้คน  วังหลวงจะทำการสิ่งใดสมปรารถนา ค้าขายร่ำรวย ผลผลิตทางการเกษตรได้ผลดี บ้านเมืองสงบสุข และบางความ

เชื่อก็บอกว่า หากได้กินข้าวทิพย์แล้วจะปราศโรคภัยไข้เจ็บ แคล้วคลาดปลอดภัยในทุกๆ เรื่อง  เพราะบารมีจากน้ำมนต์รวมกับพรจากนางไม้นางตะเคียนที่ได้ประทานใ ห้คน  วังหลวง


ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

ศาลเจ้าพ่อหลวง


สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนวังหลวง ที่เชื่อว่าหากทำดี คิดดี และเป็นคนดี เจ้าพ่อหลวงย่อมคุ้มครอง ศาลเจ้าพ่อหลวงจึงเป็นความเชื่อของชา วบ้านมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย หากชาวบ้านเดือดร้อน ไม่สบายใจ ที่พึ่งทางใจ ของชาวคือศาลเจ้าพ่อหลวง เปรียบเสมือนสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และปลูกจิตสำนึกให้ตั้งมั่นที่จะกระทำแต่ความดีของชาววังหลวง


ผีชาวบ้าน


ศาลเจ้าพ่อพญาแก้ว หรือ ผีจาวบ้าน หรือ ศาลเจ้าบ้าน เป็นศาลที่เกิดจากความเชื่อของชาวบ้าน      ที่เชื่อว่า ท่านจะเป็นเจ้าที่ของบ้าน ของหมู่บ้าน ของตำบล ที่คอยปกป้องคุ้มครองชาวบ้านทุกคนในผืนแผ่นดิน  วังหลวงให้อยู่อย่างร่วมเย็นเป็นสุข


แหล่งท่องเที่ยว  จำนวน 4 แห่ง


1.พระธาตุวังหลวง  สร้างขึ้นมาไม่นานนัก ด้วยศรัทธาของชาวบ้านที่ต้องการมีพระธาต ุประจำตำบลวังหลวง เพื่อกราบไหว้บูชาและเป็นสิริมงคลแก่บ้านเก ิดเมืองนอนของทุกคน ชาวบ้านเชื่อว่าหากทำดี ประพฤติดีแล้ว พระธาตุจะช่วยคุ้มครองปกป้องบ้านวังหลวงและผู้ค นในวังหลวงให้มีความสุข ความเจริญ ปราศจากภัยอันตรายทั้งปวง  ในทุกปี เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ  เดือน 4 เหนือ หรือ ช่วงประมาณเดือนมกราคม จะมีงานนมัสการพระธาตุวังหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนวังหลวง การจัดงานจะจัดท ั้งหมด 3 วัน สองคืน  ในงานมีมหรสพมากมาย มีการทำบุญตักบาตร บูชาเทียน สะเดาะเคราะห์ขอพรต่อหน้าพระเจ้าทันใจ ที่สถิตอยู่หน้าพระธาตุ ขอพรพระธาตุ ให้ชีวิตสุขสงบสมดังปรารถนา ลูกหลานที่จากบ้านไปเรียน ไปทำงาน ก็จะโอกาสกลับมาเพื่อสักการะพระธาตุในวันนี้เช่นกันวั นสุดท้ายของงานจะมีขบวนแห่น้ำอบน้ำหอม


2.วิสาหกิจชุมชนวังหลวงแกะสลัก 


2.1 แหล่งเรียนรู้ชุมชนการสอนงานแกะสลักไม้ ตั้งอยู่ที่ทำการกำนันตำบลวังหลวง เลขที่ 99 หมู่ที่ 2 ตำบลวังหลวง อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่  แหล่งเรียนรู้ชุมชนการสอนงานแกะสลักไม้ จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สล่าบ้านวังหลวง สล่าคนเมืองแพร่  ที่สร้างสรรค์ผลงานสู่ตลาดสากลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลงา นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่ เช่น“ช้างสามเศียร” วัดห้วยมงคล             จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำไม้ที่เกือบจะถูกทิ้ง ที่คนหลายคนบอกว่าไร้ค่า คืนคุณค่าให้มากขึ้นจนกลายเป็นงานศิล ปะชิ้นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ล้ำค่า และงดงามงามยิ่งนักนอกจากนั้นงานไม้ทุกชิ้นในวัด ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักหลวงพ่อทวด หลวงพ่อโสธร ซุ้มประตู ภาพพุทธประวัติโบสถ์วัด ฯลฯ ยังเป็นฝีมือของสล่าเมืองแพร่ สล่าที่ใช้ชื่อว่า “สล่าทีมงานกำนันอรรถ”สามารถเยี่ยมชมผลงานแกะสลักไม้ ได้ที่  www.kamnunaut.com   หรือนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตั้งแต่แปดโ มงเช้า ถึงห้าโมงเย็น หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ สล่ากำนันอรรถ 089-8530548 ,091-0909808 และ 054-647081


2.2 บ้านสล่าเฮือนคำแสน ตั้งอยู่เลขที่ 251 หมู่ที่ 4 บ้านวังหลวง ตำบลวังหลวง อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ “เฮือนคำแสน” เป็นหอศิลป์ขนาดเล็ก แสดงศิลปะงานไม้แกะสลัก หรือช่างฝีมือพื้นถิ่นในการแกะสลักผลง านต่างๆ ที่งดงาม จากแนวความคิดดังกล่าวจึงเกิดเป็นหอศิลป์ “คำแสนแกลอรี่” เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ของเด็กเยาวชน และผู้ที่สนใจ นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ทุกวัน  ตั้งแต่เวลา แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น หรือสอบถามได้ที่ 054-647166 ,084-6115074


3. แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลา  (วังมัจฉา) เพื่ออนุรักษ์แม่น้ำยม  และสิ่งแวดล้อมของสถานที่ชุมชนบ้าน  วังหลวง จึงมีการแบ่งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาขึ้น  โดยคณะกรรมการหมู่บ้าน เริ่มดำเนินการในเดือนมีนาคม 2540 มีการให้อาหารปลา ที่อาศัยอยู่ลำน้ำยมตามธรรมชาติ จากจุดเล็ก ๆ เริ่มขยายจำนวนปลาที่มาอาศัยอยู่มากขึ้นตามลำดับ จนถึงปัจจุบันนี้  ทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวงได้สร้างศาลากลางน้ำ  เพื่อให้อาหารปลา  ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำยม โดยได้รับงบประมาณจากองค์การบริหารส่วน ตำบลวังหลวง ส่วนอาหารปลาได้รับบริจาคจากประชาชนในหมู่บ้าน และประชาชนโดยท ั่วไปมีการตั้งกองทุนอนุรักษ์พันธุ์ปลา ต.วังหลวง อ.หนองม่วงไข่  จ.แพร่ คณะกรรมการบริหารงานอย่างเข้มแข็ง โดยนายชัยยานนท์   สอนมา  เป็นประธาน  พร้อมด้วยกำนันรัฐกานต์ จันทนู ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่ พร้อมคณะกรรมการทำให้เกิดวังมัจฉาวังหลวงเ ป็นที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของหมู่บ้าน


4. อะเมสซิ่งวังหลวง ความเป็นมาเนื่องจากในฤดูแล้งลำน้ำยมแห้ง ทำให้เป็นปัญหาในด้า นการเกษตรกรรมในหมู่บ้าน  จึงมีการประชุมและประชาคมโดย กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ให้กั้นลำน้ำยมทำนบแบบ ฝายน้ำล้น  โดยใช้กระสอบทรายวางทับกันเป็นชั้น ๆ โดยของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลวังหลวง  และแรงงานจากราษฎรทุกหมู่บ้านช่วยเหลือในการกั้นน้ำยม  ผลจากการกั้นน้ำยมทำให้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นในบ้า นวังหลวงคือ  Amazing Waungluang (อะเมสซิ่งวังหลวง) เพราะสถานที่กันน้ำมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนว ยต่อการพักผ่อนหย่อนใจ มีต้นไม่ร่มรื่น   ต้นไผ่ศรีสุก  และบริเวณหาดทรายกว้างทำให้ในเดือนเมษายนทุกปีจะมีนักท่องเที่ย วในจังหวัดแพร่และต่างจังหวัดมาพักผ่อนหย่อนใจกันมาก   ทำให้เศรษฐกิจของบ้านวังหลวงดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม



    ทำรายการเมื่อ: 05-กค.-10at 10:26